<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>The Commoners</title>
	<atom:link href="http://www.thecommoners.org/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thecommoners.org</link>
	<description>The right of common</description>
	<pubDate>Sun, 17 Aug 2008 15:39:27 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.6.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>อะไรก็พอล &#8230;อะไรก็แพนเค้ก</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a5-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b9%89.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a5-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b9%89.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Aug 2008 15:35:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>StoRyTeLLer</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[มารยามายา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/?p=185</guid>
		<description><![CDATA[ 
ไม่น่าเชื่อว่าแฟนละครไทยจะได้ชมนักแสดงในดวงใจ ในบทบาทที่ไม่แตกต่างลงจอติดๆกันทั้งฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง  จะว่าอิงกระแสร้อน ก็แลว่าลมฮิตพัดผ่านไปเหลือแต่ลมแผ่วๆ  แต่ด้วยนโยบายวางหมากอันลึกล้ำของเจ้าของสถานีคู่แข่งทั้งวิกมากสี น้อยสี   ที่เข็นพระ นางหน้าเดิมมาลงจอ สู้กันแบบไม่ยอมน้อยหน้า  ปรากฏการณ์เฝือเลยพาลเอาคนดูเบื่อละครไทยไปเลย  
 
เหมือนกับแนวละครที่ต้องฆ่าไม่นับ สับไม่เลี้ยง ไร้คุณธรรม  ผู้ใหญ่ตบมา เด็กตบไป  ..เหมือนไม่เคยได้รับการอบรมจากห้องเรียน พ่อแม่ไม่มีเวลาว่างมาสั่งสอน   .. สันดานดิบของมนุษย์มีเท่าไหร่  ยัดมาใช้กันให้หมดในละคร 1 ตอน  อนิจจา &#8230; หรือว่ากำลังตั้งใจเลียนแบบเกมออนไลน์   
 
 
ทั้งหมดทั้งปวงคือกระแสกฉกฉวยที่จะทำให้ละครไทยถอยหลังเข้าคลอง  กลายเป็นน้ำเน่าไม่มีวันบำบัดได้  แค่ต้องดูปาหี่รัฐบาลทุกวัน ชีวิตก็โสมมพอแล้ว  ยังต้องถูกยัดเยียดความบันเทิง (ชั้น) ต่ำบางเรื่องเข้ามาถึงบ้านทุกค่ำคืนอีก  แล้วจะช่วยจรรโลงให้คนหันหน้ามา   รู้รักสามัคคี กันได้ยังไง  ในเมื่อเอาตัวเลขมาอยู่เหนือคุณค่าจิตใจ ความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณ  หรือว่าละครจะกลายเป็นงานสนองตัณหาตัวเอง เป็นงานประทัง ยังชีพ เป็นค่าผ่อนบ้านหรูๆในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง   แบบที่ไม่มีคำว่า  ศิลปะ  เข้ามาเกี่ยวข้องอีกแล้ว       
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 18pt; font-family: 2005_iannnnnGMO;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 18pt; font-family: 2005_iannnnnGMO;">ไม่น่าเชื่อว่าแฟนละครไทยจะได้ชมนักแสดงในดวงใจ ในบทบาทที่ไม่แตกต่างลงจอติดๆกันทั้งฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>จะว่าอิงกระแสร้อน ก็แลว่าลมฮิตพัดผ่านไปเหลือแต่ลมแผ่วๆ <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>แต่ด้วยนโยบายวางหมากอันลึกล้ำของเจ้าของสถานีคู่แข่งทั้งวิกมากสี น้อยสี<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>ที่เข็นพระ นางหน้าเดิมมาลงจอ สู้กันแบบไม่ยอมน้อยหน้า <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ปรากฏการณ์เฝือเลยพาลเอาคนดูเบื่อละครไทยไปเลย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 18pt; font-family: 2005_iannnnnGMO;">เหมือนกับแนวละครที่ต้องฆ่าไม่นับ สับไม่เลี้ยง ไร้คุณธรรม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ผู้ใหญ่ตบมา เด็กตบไป<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>..เหมือนไม่เคยได้รับการอบรมจากห้องเรียน พ่อแม่ไม่มีเวลาว่างมาสั่งสอน <span style="mso-spacerun: yes;">  </span>.. สันดานดิบของมนุษย์มีเท่าไหร่ <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ยัดมาใช้กันให้หมดในละคร 1 ตอน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อนิจจา &#8230; หรือว่ากำลังตั้งใจเลียนแบบเกมออนไลน์ <span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 18pt; font-family: 2005_iannnnnGMO; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;">ทั้งหมดทั้งปวงคือกระแสกฉกฉวยที่จะทำให้ละครไทยถอยหลังเข้าคลอง<span style="mso-spacerun: yes;">  กลายเป็น</span>น้ำเน่าไม่มีวันบำบัดได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แค่ต้องดูปาหี่รัฐบาลทุกวัน ชีวิตก็โสมมพอแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ยังต้องถูกยัดเยียดความบันเทิง (ชั้น) ต่ำบางเรื่องเข้ามาถึงบ้านทุกค่ำคืนอีก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แล้วจะช่วยจรรโลงให้คนหันหน้ามา   <strong>รู้รักสามัคคี </strong>กันได้ยังไง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ในเมื่อเอาตัวเลขมาอยู่เหนือคุณค่าจิตใจ ความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หรือว่าละครจะกลายเป็นงานสนองตัณหาตัวเอง เป็นงานประทัง ยังชีพ เป็นค่าผ่อนบ้านหรูๆในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง <span style="mso-spacerun: yes;"> </span><span style="mso-spacerun: yes;"> แบบที่ไม่มีคำว่า  <strong>ศิลปะ  </strong>เข้ามาเกี่ยวข้องอีกแล้ว</span><span style="mso-spacerun: yes;"> </span><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span style="mso-spacerun: yes;"> </span><span style="mso-spacerun: yes;"> </span><span style="mso-spacerun: yes;"> </span><span style="mso-spacerun: yes;"> </span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a5-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b9%89.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เกมอันตราย หนังอันตราย สื่ออันตราย</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/computer-game-is-bad.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/computer-game-is-bad.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Aug 2008 15:55:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โน้ต ชีวีวัฒน์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สามัญไซเบอร์]]></category>

		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>

		<category><![CDATA[ทีวี]]></category>

		<category><![CDATA[สังคมไทย]]></category>

		<category><![CDATA[เกม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%aa.html</guid>
		<description><![CDATA[ตอนเด็กๆผมเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ เล่นเกมจนน่าจะเป็นอาชีพได้ถ้าเกิดช้ากว่านี้สักสิบปี เล่นตั้งแต่มาริโอ้ คอนทรา วอร์คราฟ ไฟนอลแฟนตาซี resident evil จนถึง WoW จนตอนนี้เลขสามแล้วก็ยังเล่นเกมอยู่ ถ้าไม่มีไอ้ตัวน้อยมาแย่งเวลาไปจากเกม ผมก็คงยังเล่นเกมวันละอย่างน้อยสามสี่ชั่วโมงเหมือนเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา
เมื่อบ่ายวานนี้ เวลา14.30น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรุดไปที่เกิดเหตุได้พบ นักเรียนชั้นป.4 หลายคนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ นั่งเอามือกุมศีรษะอยู่ที่มุมห้อง และพบเด็กนักเรียนผู้ก่อเหตุนั่งกุมมือเลือดออกซิบๆ
สอบถามครูประจำ ชั้นให้การว่า ขณะนั่งเรียนในชม.ที่ 4 อยู่ เด็กชายเอ(นามสมมุติ)ก็ลุกขึ้นยืนบนโต๊ะ และกระโดดเหยียบหัวเพื่อนนักเรียนในห้องหลายคน พร้อมกันนั้นก็เอามือโขกกระถาง ต้นไม้ที่แขวนอยู่ แล้วก็เด็ดดอกไม้ใส่เข้าปาก พร้อมกับโขกอิฐบล๊อกหน้าระเบียงอีกหลายครั้งจนมือแตก เลือดไหลซิบๆ หลังจากเหตุการณ์สงบสอบถามนักเรียนผู้ก่อเหตุให้การว่าได้เลียนแบบมาจาก เกมส์ มาริโอ้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสนุกจึงได้ลงมือกระทำการดังกล่าว


ล่าสุดเจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันและเรียกผู้ปกครองมาพบเพื่อ ตักเตือนแล้วปล่อยตัว กลับบ้านไปและจะมีมาตรการแบนเกมส์มาริโอ้ต่อไป โดยจากนี้ไปใครมีเกมมาริโอ้ภาคใดก็ตาม ไม่ว่าจะให้เช่าหรือจำหน่าย ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท
ผู้ปกครองให้การต่อว่า ก่อนหน้านี้ เด็กมีอาการแปลกๆมาตลอด ข้าวปลาไม่กิน กินแต่เห็ด บอกว่าอยากตัวสูงเร็วๆ และไม่รู้เป็นอะไร เจอเต่า เจอตะพาบ เป็นไม่ได้ไล่เตะทุกตัว ทั้งภารโรงในโรงยังบอกอีกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนเด็กๆผมเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ เล่นเกมจนน่าจะ<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Fatal1ty" target="_blank">เป็นอาชีพ</a>ได้ถ้าเกิดช้ากว่านี้สักสิบปี เล่นตั้งแต่มาริโอ้ <a href="http://www.nintendo8.com/game/60/contra/" target="_blank">คอนทรา</a> <a href="http://www.blizzard.com/war3x/" target="_blank">วอร์คราฟ</a> <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Final_Fantasy" target="_blank">ไฟนอลแฟนตาซี</a> resident evil จนถึง <a href="http://www.worldofwarcraft.com/" target="_blank">WoW</a> จนตอนนี้เลขสามแล้วก็ยังเล่นเกมอยู่ ถ้าไม่มีไอ้ตัวน้อยมาแย่งเวลาไปจากเกม ผมก็คงยังเล่นเกมวันละอย่างน้อยสามสี่ชั่วโมงเหมือนเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา</p>
<blockquote><p>เมื่อบ่ายวานนี้ เวลา14.30น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง</p>
<p>เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรุดไปที่เกิดเหตุได้พบ นักเรียนชั้นป.4 หลายคนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ นั่งเอามือกุมศีรษะอยู่ที่มุมห้อง และพบเด็กนักเรียนผู้ก่อเหตุนั่งกุมมือเลือดออกซิบๆ</p>
<p>สอบถามครูประจำ ชั้นให้การว่า ขณะนั่งเรียนในชม.ที่ 4 อยู่ เด็กชายเอ(นามสมมุติ)ก็ลุกขึ้นยืนบนโต๊ะ และกระโดดเหยียบหัวเพื่อนนักเรียนในห้องหลายคน พร้อมกันนั้นก็เอามือโขกกระถาง ต้นไม้ที่แขวนอยู่ แล้วก็เด็ดดอกไม้ใส่เข้าปาก พร้อมกับโขกอิฐบล๊อกหน้าระเบียงอีกหลายครั้งจนมือแตก เลือดไหลซิบๆ หลังจากเหตุการณ์สงบสอบถามนักเรียนผู้ก่อเหตุให้การว่าได้เลียนแบบมาจาก เกมส์ มาริโอ้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสนุกจึงได้ลงมือกระทำการดังกล่าว</p>
<p><span id="more-173"></span></p>
<p><img style="float:left; margin: 0 10px 5px 0" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/5/50/NES_Super_Mario_Bros.png" alt="" width="298" height="240" /></p>
<p>ล่าสุดเจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันและเรียกผู้ปกครองมาพบเพื่อ ตักเตือนแล้วปล่อยตัว กลับบ้านไปและจะมีมาตรการแบนเกมส์มาริโอ้ต่อไป โดยจากนี้ไปใครมีเกมมาริโอ้ภาคใดก็ตาม ไม่ว่าจะให้เช่าหรือจำหน่าย ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท</p>
<p>ผู้ปกครองให้การต่อว่า ก่อนหน้านี้ เด็กมีอาการแปลกๆมาตลอด ข้าวปลาไม่กิน กินแต่เห็ด บอกว่าอยากตัวสูงเร็วๆ และไม่รู้เป็นอะไร เจอเต่า เจอตะพาบ เป็นไม่ได้ไล่เตะทุกตัว ทั้งภารโรงในโรงยังบอกอีกว่า เห็นเด็กคนดังกล่าว ด้อมๆมองๆ บริเวณเสาธงโรงเรียนประจำ และพยายามจะกระโดด ขึ้นไปหยิบธง หลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จจนต้องแจ้งฝ่ายปกครองให้ดำเนินการต่อไป</p>
<p>(จาก forwarding email - ขอคารวะคนเขียนไว้ ณ ที่นี้)</p></blockquote>
<p>ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพราะ<a href="http://" target="_blank">ข่าว</a>เรื่องเกม <a href="http://www.rockstargames.com/IV/" target="_blank">GTA</a> เมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งผู้ต้องหาปล้น ฆ่าแทกซี่ วัย 18 ปี รับสารภาพว่าอยากรู้ว่าการปล้นแทกซี่ง่ายเหมือนในเกมหรือไม่ตำรวจไทยไม่รู้จะโทษใครดี ก็เลยจัดการแบนเกม GTA ไม่ให้มีการจำหน่ายหรือครอบครองในเมืองไทยอีกต่อไป รวมถึงเกมอีกเก้าเกมที่เข้าข่ายส่งเสริมความรุนแรงก็โดนแบนเช่นกัน (เกมพวกนี้จริงมีเรท M Mature ทั้งนั้น เด็กไม่ควรจะได้เล่นอยู่แล้ว เกมผู้ใหญ่ทั้งนั้น)</p>
<p>ถ้าจะถามผมว่าเกมมีส่วนทำให้เกิดพฤติกรรมความรุนแรง และเหตุการณ์ร้ายแบบในข่าวหรือเปล่า ผมก็จะต้องตอบว่าแน่นอน แต่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งคำถามแบบนี้สามารถใช้ถามกับกิจกรรมอะไรก็ได้ทั้งนั้น คำตอบก็จะออกมาเหมือนกัน เช่น หนังเรื่อง Rambo เป็นตัวอย่างให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงหรือเปล่า? ผมว่าถ้าใช้คำถามแบบนี้ เตะฟุตบอลยังน่าจะทำให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงได้เลย</p>
<p>ผมว่าอะไรก็ตามที่ทำมากเกินพอดี มันก็ไม่ดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกม โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งเล่นกีฬา ถ้าจะให้ใช้ประสบการณ์ตัวเองเข้ามาคิดในกรณีนี้ ผมก็ต้องยอมรับโดยดุษณี เพราะว่าสมัยที่ผมเล่นเกมวันละอย่างน้อยห้าชั่วโมงนั้น ผมรู้ตัวว่ามีอารมณ์โมโหง่ายกว่าปกติ หรือถ้าช่วงนั้นเล่นเกมขับรถมาก ผมก็จะขับรถซิ่งและหวาดเสียวชวนอ้วกกว่าปกติ<br />
แต่การเล่นเกมก็ไม่ทำให้ผมบ้าถึงขนาด ไปทดลองเอามีดจิ้มคนขับแทกซี่ดูว่าจะง่ายเหมือนในเกมหรือเปล่า เพราะว่าผมมี<span style="text-decoration: underline;">สมองที่ใช้คิดเป็น</span> พ่อแม่สอนมาดี รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก</p>
<p>ผมว่า &#8220;การคิดเป็น&#8221; เป็นสิ่งสำคัญมาก สำคัญมากกว่าแค่การมีปัญญาความฉลาดด้วยซ้ำ ปัญหาส่วนใหญ่ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ก็คือ เด็กไทยคิดกันไม่เป็น ไม่เคยถูกสอนให้ใช้ความคิด พ่อแม่ไม่เคยอนุญาตให้คิด เพราะเดี๋ยวจะรู้มาก ไม่เชื่อฟัง หรืออะไรก็ตามแต่ ครูก็ไม่ค่อยชอบให้เด็กนักเรียนคิด เพราะถ้าเด็กคิดนอกตำราแล้วครูตอบไม่ได้&#8230;</p>
<p>ย่ิงเขียนยิ่งเลอะ <img src='http://www.thecommoners.org/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> แต่สรุปว่าผมโทษตัวเด็กและพ่อแม่เด็กครับ อาจจะโทษสังคมเมืองด้วย ที่ทำให้พ่อแม่ไม่มีเวลาพอให้ลูกตัวเอง ส่วนเกมน่ะ เป็นแค่ปัญหาขั้นหางแถว แต่แก้ไขได้ง่ายที่สุด เพราะเห็นภาพ เห็นผลงานชัดภายในระยะเวลาอันสั้น ในขณะที่ปัญหาสังคมเมือง ครอบครัวเป็นปัญหาระยะยาว ที่ไม่มีใครแก้ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/computer-game-is-bad.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Top Ten สุดยอดเพลงชวนหนีออกจากบ้านตลอดกาล #2 - Where in the World</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/top-ten-song_2.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/top-ten-song_2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Aug 2008 16:32:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ณัฐ ณัฐณพงศ์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[มาตาดนตรี]]></category>

		<category><![CDATA[Where in the world]]></category>

		<category><![CDATA[หนีออกจากบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/?p=160</guid>
		<description><![CDATA[
อันดับสองต้องนี่เลย Where in the World ของ Swingout Sister เหมาะมากๆ ไว้ฟังเวลาเหงาๆแบบไม่เศร้า สำหรับคนที่ยังไม่มีคู่ ฟังเพลงนี้แล้วให้สงสัย อยู่ไหนกันหนอ เขาคนนั้น ว่าแล้วก็แพ็คกระเป๋าเตรียมตัวออกเดินทาง เผื่อจะเดินชนใครสักคนที่ไหนสักแห่งในโลกนี้
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/N_2rjp280CY&#038;hl=en&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/N_2rjp280CY&#038;hl=en&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p>อันดับสองต้องนี่เลย Where in the World ของ Swingout Sister เหมาะมากๆ ไว้ฟังเวลาเหงาๆแบบไม่เศร้า สำหรับคนที่ยังไม่มีคู่ ฟังเพลงนี้แล้วให้สงสัย อยู่ไหนกันหนอ เขาคนนั้น ว่าแล้วก็แพ็คกระเป๋าเตรียมตัวออกเดินทาง เผื่อจะเดินชนใครสักคนที่ไหนสักแห่งในโลกนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/top-ten-song_2.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Top Ten เพลงชวนหนีออกจากบ้านตลอดกาล: No# 1 - California Dreamin&#8217;</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/top-ten-song1.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/top-ten-song1.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Aug 2008 09:53:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ณัฐ ณัฐณพงศ์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[มาตาดนตรี]]></category>

		<category><![CDATA[california dreamin]]></category>

		<category><![CDATA[หนีออกจากบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/?p=152</guid>
		<description><![CDATA[
หากจะให้จัดอันดับสิบสุดยอดเพลงที่ฟังแล้วชวนหนีออกจากบ้านอมตะนิรันดร์กาล อันดับหนึ่งในใจของมาตาดนตรีคนนี้คงหนีไม่พ้น California Dreamin&#8217; ของ The Mamas and The Papas ทุกครั้งที่ได้ฟังเสียงร้องนำกับเสียงประสานของเพลงนี้ มันกระตุกต่อมวิญญาณ กระตุกต่อมบางต่อมในหัวใจ จริงๆ นะ ในหัวใจเลยล่ะ ฟังแล้วมันก็แปล๊บ ๆ  บางครั้งฟังแล้วมันก็เศร้า ๆ บางครั้งฟังแล้วอยากจะหนีออกจากบ้านซะเดียวนั้นเลย ไปคนเดียว ห้ามมีใครติดตาม ประมาณนั้นเลย
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/-wI6uAOHzvo&#038;hl=en&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/-wI6uAOHzvo&#038;hl=en&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p>หากจะให้จัดอันดับสิบสุดยอดเพลงที่ฟังแล้วชวนหนีออกจากบ้านอมตะนิรันดร์กาล อันดับหนึ่งในใจของมาตาดนตรีคนนี้คงหนีไม่พ้น California Dreamin&#8217; ของ The Mamas and The Papas ทุกครั้งที่ได้ฟังเสียงร้องนำกับเสียงประสานของเพลงนี้ มันกระตุกต่อมวิญญาณ กระตุกต่อมบางต่อมในหัวใจ จริงๆ นะ ในหัวใจเลยล่ะ ฟังแล้วมันก็แปล๊บ ๆ  บางครั้งฟังแล้วมันก็เศร้า ๆ บางครั้งฟังแล้วอยากจะหนีออกจากบ้านซะเดียวนั้นเลย ไปคนเดียว ห้ามมีใครติดตาม ประมาณนั้นเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/top-ten-song1.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความเป็นตัวของตัวเอง และจุดยืน</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/self-confidence-standpoing.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/self-confidence-standpoing.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Aug 2008 07:31:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โน้ต ชีวีวัฒน์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สามัญไซเบอร์]]></category>

		<category><![CDATA[มารยาท]]></category>

		<category><![CDATA[สังคมไทย]]></category>

		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/2008/08/131/</guid>
		<description><![CDATA[
&#8230;ลักษณะสังคมไทยของเรา พัฒนาคนให้เติบโตขึ้นมาโดยไม่ต้องมีจุดยืน ในหลายสังคมเขาสอนเรื่องผิดเรื่องถูกชัดเจนมาก เด็กรู้ตั้งแต่โต๊ะอาหาร รู้ตั้งแต่ในบ้านแล้วว่าอะไรผิดอะไรถูก ในเชิงตรรกะหรือเหตุผล พูดง่ายๆว่าเขาสอนเรื่องตรรกะกันตั้งแต่เด็กๆ เด็กจะซึ้งบ้างไม่ซึ้งบ้าง เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่มันมีอยู่ในหัว ในขณะที่สังคมไทยของเรา เลี้ยงดูลูกในลักษณะของการใช้อำนาจ ผิดถูกขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในบ้านว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเด็กก็จะเติบโตขึ้นโดยกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อิงอำนาจเก่ง อยู่ในที่ประชุม จะบอกความคิดตัวเองก็ไม่กล้า ต้องดูว่าเสียงส่วนใหญ่เขาไปทางไหน หรือเสียงของผู้มีอำนาจหัวโต๊ะเขาไปทางไหน แล้วก็แสดงความเห็นค่อยๆคล้อยไปทางนั้น&#8230; - จักรภพ เพ็ญแข
ผมไม่บอกว่าผมอยู่ข้างไหน จะนปก. พันธมิตร หรือรัฐบาลไหนก็ตามแต่ ไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดถึงในเอนทรี่นี้
จาก quotation ข้างต้นที่นำมาจากเวปไซต์ siamintelligence.com ตอนพิเศษ สัมภาษณ์นายจักรภพ เพ็ญแข ร่วมๆหนึ่งชั่วโมงเต็ม quotation ดังกล่าว ติดใจผมมากที่สุด จนอดไม่ได้ที่จะบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้
คนไทยมมักไม่ค่อยมีปัญหา identity crisis เหมือนกับสังคมชาติอื่นเพราะว่าไม่เคยเชื่อในความมี identity ของตัวเอง เชื่อแต่ในแบบที่คนอื่นเขาเป็นกัน identity หรือความเป็นตัวของตัวเองไม่มีคุณค่าเท่าการยึดเอาความเป็นตัวของตัวเองในสังคมมาเป็นแบบอย่าง
ดูตัวอย่างง่ายๆ เพื่อนฝรั่งอยู่คนนึงอายุหกสิบกว่าๆชื่อริชาร์ด เพิ่งมีโอกาสมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อประมาณปีที่แล้ว ริชาร์ดมีโอกาสได้ไปเดินสยามสแควร์อยู่วันหนึ่ง เขาตั้งข้อสังเกตว่า &#8220;ทำไมคนไทยนี่แต่งตัวเหมือนๆกันหมดเลย ไม่มีอะไรแตกต่างเลย&#8221; จะหาว่าตาลุงริชาร์ดแยกแยะหน้าตาคนเอเชียไม่ออกไม่ได้เด็ดขาด เพราะลุงแกคลุกคลีกับคนเอเชียมามาก แยกจีน ญี่ปุ่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a title="สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข" href="http://www.siamintelligence.com/wordpress/jakrapob_intervie/" target="_blank"><img src="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/jakkapop.png" alt="Interview with Jakkapop" width="477" height="268" /></a></p>
<blockquote><p>&#8230;ลักษณะสังคมไทยของเรา พัฒนาคนให้เติบโตขึ้นมาโดยไม่ต้องมีจุดยืน ในหลายสังคมเขาสอนเรื่องผิดเรื่องถูกชัดเจนมาก เด็กรู้ตั้งแต่โต๊ะอาหาร รู้ตั้งแต่ในบ้านแล้วว่าอะไรผิดอะไรถูก ในเชิงตรรกะหรือเหตุผล พูดง่ายๆว่าเขาสอนเรื่องตรรกะกันตั้งแต่เด็กๆ เด็กจะซึ้งบ้างไม่ซึ้งบ้าง เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่มันมีอยู่ในหัว ในขณะที่สังคมไทยของเรา เลี้ยงดูลูกในลักษณะของการใช้อำนาจ ผิดถูกขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในบ้านว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเด็กก็จะเติบโตขึ้นโดยกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อิงอำนาจเก่ง อยู่ในที่ประชุม จะบอกความคิดตัวเองก็ไม่กล้า ต้องดูว่าเสียงส่วนใหญ่เขาไปทางไหน หรือเสียงของผู้มีอำนาจหัวโต๊ะเขาไปทางไหน แล้วก็แสดงความเห็นค่อยๆคล้อยไปทางนั้น&#8230; - จักรภพ เพ็ญแข</p></blockquote>
<p>ผมไม่บอกว่าผมอยู่ข้างไหน จะนปก. พันธมิตร หรือรัฐบาลไหนก็ตามแต่ ไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดถึงในเอนทรี่นี้</p>
<p>จาก quotation ข้างต้นที่นำมาจากเวปไซต์ <a title="สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข" href="http://www.siamintelligence.com/wordpress/jakrapob_intervie/" target="_blank">siamintelligence.com</a> ตอนพิเศษ สัมภาษณ์นายจักรภพ เพ็ญแข ร่วมๆหนึ่งชั่วโมงเต็ม quotation ดังกล่าว ติดใจผมมากที่สุด จนอดไม่ได้ที่จะบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้</p>
<p>คนไทยมมักไม่ค่อยมีปัญหา <a title="ความหมายของ identity crisis จาก wikipedia" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Identity_crisis_(psychology)" target="_blank">identity crisis</a> เหมือนกับสังคมชาติอื่นเพราะว่าไม่เคยเชื่อในความมี identity ของตัวเอง เชื่อแต่ในแบบที่คนอื่นเขาเป็นกัน identity หรือความเป็นตัวของตัวเองไม่มีคุณค่าเท่าการยึดเอาความเป็นตัวของตัวเองในสังคมมาเป็นแบบอย่าง</p>
<p>ดูตัวอย่างง่ายๆ เพื่อนฝรั่งอยู่คนนึงอายุหกสิบกว่าๆชื่อริชาร์ด เพิ่งมีโอกาสมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อประมาณปีที่แล้ว ริชาร์ดมีโอกาสได้ไปเดินสยามสแควร์อยู่วันหนึ่ง เขาตั้งข้อสังเกตว่า &#8220;ทำไมคนไทยนี่แต่งตัวเหมือนๆกันหมดเลย ไม่มีอะไรแตกต่างเลย&#8221; จะหาว่าตาลุงริชาร์ดแยกแยะหน้าตาคนเอเชียไม่ออกไม่ได้เด็ดขาด เพราะลุงแกคลุกคลีกับคนเอเชียมามาก แยกจีน ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม ออก เหมือนกับที่แกแยก เยอรมัน อเมริกัน ฝรั่งเศสออกนั่นแหละ</p>
<p>คนธรรมดาที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองสูง มักจะถูกสังคมโดดเดี่ยว สังคมในที่นี้อาจจะเล็กแค่เพียง กลุ่มเพื่อนฝูงสี่ห้าคน หรือใหญ่ขนาดประเทศทั้งประเทศก็ได้ คนส่วนใหญ่เลยเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดคือการทำตัวกลืนเข้ากับสังคม ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก และความคิดความเชื่อ</p>
<p>ผมไม่ได้ศรัทธานายจักรภพหรอก ออกจะหมั่นไส้เอาด้วยซ้ำ เพราะผมเห็นว่าเขาใช้อำนาจในขณะที่เป็นรองนายกเยอะเกินไป เขาเชื่อมันในจุดยืนของตัวเอง และบริหารงานแบบ &#8220;หักด้ามพร้าด้วยเข่า&#8221; เกินไป แถมยังด้วยเหตุผลส่วนตัวคือ นายจักรภพย้ายอธิบดีคนหนึ่งที่ผมรู้จัก (ไม่เป็นการส่วนตัว)ออกไปจากตำแหน่งด้วย</p>
<p>แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจำเป็นจะต้องไม่เห็นด้วยกับเขาไปหมดทุกเรื่องไม่ใช่หรือ? คนเราน่าจะสามารถฟังและยอมรับความเห็นกันได้ ถึงแม้ว่าส่วนตัวแล้วจะเกลียดกันเข้าไส้ก็ตาม</p>
<p>ลองนึกดูเล่นๆว่าในสถานที่ทำงานหนึ่งๆ ถ้ามีแต่กลุ่มคนทำงานที่เห็นตรงกันไปหมดทุกเรื่อง เออออกันไปหมด ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนทำงานหลายคนไปทำไมกัน ไม่เกิดความคิดใหม่ๆออกมาเลย เพราะทุกคนคิดไปในทางเดียวกันหมด อย่างนี้สู้ทำงานคนเดียวซะไม่ดีกว่าหรือ?</p>
<p>จุดยืนไม่น่าจะหมายถึงการที่จะต้องเลือกข้างว่าเราจะเป็น นปก. หรือเป็นพันธมิตร ไม่น่าจะเป็นการบังคับว่าเราจะต้องเลือกนายดำหรือนายขาว และก็ไม่น่าจะใช่การเลือกในแบบที่คนส่วนมากคิดว่าถูก หรือเลือกทางที่น่าจะทำให้ตัวเองอยู่รอดมากกว่า<br />
แต่จุดยืนน่าจะหมายถึงการมีความคิดเป็นของตัวเอง การรู้จักใช้ปัญญาที่มีอยู่ไตร่ตรองแยกแยะความถูกต้อง และยึดความถูกต้องนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติของตัวเองมากกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/self-confidence-standpoing.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เวลาเซ็งโคตร เราทำอะไรกัน</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/whattodowhenimbored.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/whattodowhenimbored.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Jul 2008 09:11:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โน้ต ชีวีวัฒน์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สามัญไซเบอร์]]></category>

		<category><![CDATA[arts]]></category>

		<category><![CDATA[dance]]></category>

		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>

		<category><![CDATA[เซ็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/?p=123</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมเซ็งโคตร ไม่มีอารมณ์ทำงาน เห็นอะไรก็เอามาเป็นอารมณ์ไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องข่าว เรื่องการเมืองที่กำลังยุ่งเหยิงวุ่นวายหาทางออกไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องเย็นนี้จะกินอะไรดี
เมื่อสักสิบปีที่แล้วสมัยไปเรียนที่ฟลอริดา ในชั้นเรียนวิชาไฟฟ้าเบื้องต้น ในชั้นมีนักเรียนประมาณ 50 คนได้ คาบแรกอาจารย์ผู้บรรยายตั้งคำถามสลายพฤติกรรมให้ลุกขึ้นตอบทีละคนจนครบ 50 คน คำถามที่ว่าคือ &#8220;ตอนเบื่อๆ ว่างๆ ทำอะไร?&#8221; คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้รับก็
&#8220;ดูทีวี&#8221; &#8220;อ่านหนังสือ&#8221; &#8220;เล่นกีต้าร์&#8221; &#8220;ฟังเพลง&#8221;&#8230;
ไปได้ซักสิบยี่สิบคน เด็กอุตริคนหนึ่งลุกขึ้นตอบว่า &#8220;สำเร็จความใคร่ให้ตัวเองครับ&#8221; ขำกันทั้งห้อง&#8230; ปรากฏว่า ไอ้เด็กอุตริคนนี้กลับสร้างกระแสขึ้นมาซะนี่ เพราะว่าคนต่อๆมาหลังจากนั้นอีกหลายคนก็ตอบว่า &#8220;สำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง&#8221; เหมือนๆกันๆ จนผมคิดว่า เอ&#8230;ถ้าให้ไอ้พวกยี่สิบคนที่ตอบไปแล้วตอบใหม่ หลายคนคงจะต้องเปลี่ยนคำตอบมาเป็นแบบเดียวกันนี้แน่เลย
สรุปว่าอาจารย์ประสบความสำเร็จในการสลายพฤติกรรมตั้งแต่คาบแรกเลย  
แล้วนอกจากสำเร็จความใคร่แล้ว มีอะไรบันเทิงใจทำ ดู หรือสัมผัส เพื่อแก้เซ็งอีกหรือเปล่า? ผมถามตัวเอง
ผมหากิจกรรมแบบ inspirational ครับ สำหรับผมแล้ว อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้แต่ดูรายการ So you think you can dance จนตาแฉะ โดยเฉพาะบางตอนที่มีเรื่องราวและทำให้อินแบบลืมความเป็นจริงของชีวิต เช่น อันนี้ และ อันนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมเซ็งโคตร ไม่มีอารมณ์ทำงาน เห็นอะไรก็เอามาเป็นอารมณ์ไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องข่าว เรื่องการเมืองที่กำลังยุ่งเหยิงวุ่นวายหาทางออกไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องเย็นนี้จะกินอะไรดี</p>
<p>เมื่อสักสิบปีที่แล้วสมัยไปเรียนที่ฟลอริดา ในชั้นเรียนวิชาไฟฟ้าเบื้องต้น ในชั้นมีนักเรียนประมาณ 50 คนได้ คาบแรกอาจารย์ผู้บรรยายตั้งคำถามสลายพฤติกรรมให้ลุกขึ้นตอบทีละคนจนครบ 50 คน คำถามที่ว่าคือ &#8220;ตอนเบื่อๆ ว่างๆ ทำอะไร?&#8221; คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้รับก็</p>
<p>&#8220;ดูทีวี&#8221; &#8220;อ่านหนังสือ&#8221; &#8220;เล่นกีต้าร์&#8221; &#8220;ฟังเพลง&#8221;&#8230;</p>
<p>ไปได้ซักสิบยี่สิบคน เด็กอุตริคนหนึ่งลุกขึ้นตอบว่า &#8220;สำเร็จความใคร่ให้ตัวเองครับ&#8221; ขำกันทั้งห้อง&#8230; ปรากฏว่า ไอ้เด็กอุตริคนนี้กลับสร้างกระแสขึ้นมาซะนี่ เพราะว่าคนต่อๆมาหลังจากนั้นอีกหลายคนก็ตอบว่า &#8220;สำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง&#8221; เหมือนๆกันๆ จนผมคิดว่า เอ&#8230;ถ้าให้ไอ้พวกยี่สิบคนที่ตอบไปแล้วตอบใหม่ หลายคนคงจะต้องเปลี่ยนคำตอบมาเป็นแบบเดียวกันนี้แน่เลย</p>
<p>สรุปว่าอาจารย์ประสบความสำเร็จในการสลายพฤติกรรมตั้งแต่คาบแรกเลย <img src='http://www.thecommoners.org/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>แล้วนอกจากสำเร็จความใคร่แล้ว มีอะไรบันเทิงใจทำ ดู หรือสัมผัส เพื่อแก้เซ็งอีกหรือเปล่า? ผมถามตัวเอง</p>
<p>ผมหากิจกรรมแบบ inspirational ครับ สำหรับผมแล้ว อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้แต่ดูรายการ <a href="http://www.fox.com/dance/" target="_blank">So you think you can dance</a> จนตาแฉะ โดยเฉพาะบางตอนที่มีเรื่องราวและทำให้อินแบบลืมความเป็นจริงของชีวิต เช่น <a href="http://www.youtube.com/watch?v=n17HrL66iFU" target="_blank">อันนี้</a> และ <a href="http://www.youtube.com/watch?v=CwnlnGvAq9M" target="_blank">อันนี้</a> และจบลงที่วิดีโอของ Tommy Emmanuel <a href="http://www.youtube.com/watch?v=fZNJf-h7F8s" target="_blank">อันนี้</a> &lt;&#8211; ดูแล้วยิ่งหมดแรง แต่ทำให้สมองทำงานช้าลงได้ดี</p>
<p>อ้อ แถมรูปถ่ายของคุณเจมส์ให้ดูแก้เซ็งด้วย <a href="http://www.jameschiang.com/#mi=2&amp;pt=1&amp;pi=10000&amp;s=5&amp;p=3&amp;a=0&amp;at=0" target="_blank">ถ่ายรูปง่ายๆ</a>โคตรได้อารมณ์</p>
<p>บางทีเวลามีอะไรทำมากๆ สมองผมไม่ทันจัดระเบียบการทำงาน เกิดอาการเซ็งผสมสับสน ดนตรีและศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถจัดระเบียบสมองได้ดีทีเดียว</p>
<p>เอ้า จบลงด้วย What a wonderful world ของพี่ Iz ท่าจะดี</p>
<div class="vvqbox vvqyoutube" style="width:425px;height:355px;">
<p id="vvq48ad1ca8883a1"><a href="http://www.youtube.com/watch?v=PL-uL2M3xvM">http://www.youtube.com/watch?v=PL-uL2M3xvM</a></p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/whattodowhenimbored.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หม่าม้าครับ คิดซะว่ารถมันคือหญ้าแพรกสิครับ</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/justacarmom.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/justacarmom.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 16:02:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ณัฐ ณัฐณพงศ์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[มาตาดนตรี]]></category>

		<category><![CDATA[เลี้ยงลูก]]></category>

		<category><![CDATA[แม่เลี้ยงเดี่ยว ซิงเกิ้ลมัม การเลี้ยงเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[
วันนี้เราได้รับบทเรียนที่ดีมากๆจากเด็กชายเจ็ดขวบ แซ็กกี้ตัวแสบของเรานั่นเอง ขณะที่เรากำลังขับรถกลับบ้าน จู่ ๆเขาก็พูดขึ้นมาว่า &#8220;หม่าม้า ต่อไปหม่าม้าก็คิดกับรถแบบว่ามันเป็นหญ้าแพรกสิ&#8221; เรางงครับ งงมาก ๆ จึงถามกลับไปว่ายังไงเหรอ แม่ไม่เข้าใจ &#8220;ก็หญ้าแพรกน่ะ มันเป็นพืชที่ทนมาก ๆ ไม่ว่าใครจะเหยียบจะย่ำแค่ไหน มันก็ไม่ตาย มันก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ รถของหม่าม้าก็เหมือนกัน ถ้ามันมีรอยบุบรอยขีดข่วนนิด ๆหน่อยๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก หม่าม้าไม่ต้องไปสนใจ คิดซะว่ามันเป็นหญ้าแพรก&#8221;
โอ้พระเจ้า เราพบแสงสว่างในทันที เพราะที่ผ่านมาเราจะเป็นคนที่รักษารถมาก แบบไม่ชอบให้รถมีรอยขีดข่วนหรือรอยบุบรอยชน ก็เลยต้องเอารถไปทำสีบ่อย ๆ แล้วก็มาบ่นกับลูกว่า ลูกเอารถจักรยานไปชนรถแม่เป็นรอย เห็นมั๊ยหม่าม้าเลยต้องเสียตังค์เลย แล้วก็ชอบบ่นชอบเตือนลูกว่าให้ระวังชนรถเป็นรอย เขาก็คงจะเบื่อเรามั๊ง พวกผู้ใหญ่เรื่องมากคิดมาก ปวดหัว ก็เลยสั่งสอนซะหน่อย (ขนาดเด็กยังคิดได้ ไมเราโง่งี้เนี่ย)
จริงอยู่ที่ทุกวันบางทีเราก็ยึดติดกับวัตถุมากจนเกินไป จนลืมไปว่าปล่อยวางเป็นยังไง วันนี้รู้สึกขอบคุณคุณลูกแซ็กกี้มาก ๆที่ให้คำแนะนำที่ดีกับเราอย่างนี้ จริง ๆแล้วยังมีอีกหลายเรื่องเลยที่แซ็กกี้สอนเรา ไม่ได้สอนแบบไม่รู้ตัวนะ เรียกได้ว่าสั่งสอนเลยล่ะ ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/50-02_ball-14.jpg" rel="lightbox[101]"><img class="alignnone size-medium wp-image-102" title="50-02_ball-14" src="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/50-02_ball-14-275x300.jpg" alt="" width="193" height="208" /></a></p>
<p>วันนี้เราได้รับบทเรียนที่ดีมากๆจากเด็กชายเจ็ดขวบ แซ็กกี้ตัวแสบของเรานั่นเอง ขณะที่เรากำลังขับรถกลับบ้าน จู่ ๆเขาก็พูดขึ้นมาว่า &#8220;หม่าม้า ต่อไปหม่าม้าก็คิดกับรถแบบว่ามันเป็นหญ้าแพรกสิ&#8221; เรางงครับ งงมาก ๆ จึงถามกลับไปว่ายังไงเหรอ แม่ไม่เข้าใจ &#8220;ก็หญ้าแพรกน่ะ มันเป็นพืชที่ทนมาก ๆ ไม่ว่าใครจะเหยียบจะย่ำแค่ไหน มันก็ไม่ตาย มันก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ รถของหม่าม้าก็เหมือนกัน ถ้ามันมีรอยบุบรอยขีดข่วนนิด ๆหน่อยๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก หม่าม้าไม่ต้องไปสนใจ คิดซะว่ามันเป็นหญ้าแพรก&#8221;</p>
<p>โอ้พระเจ้า เราพบแสงสว่างในทันที เพราะที่ผ่านมาเราจะเป็นคนที่รักษารถมาก แบบไม่ชอบให้รถมีรอยขีดข่วนหรือรอยบุบรอยชน ก็เลยต้องเอารถไปทำสีบ่อย ๆ แล้วก็มาบ่นกับลูกว่า ลูกเอารถจักรยานไปชนรถแม่เป็นรอย เห็นมั๊ยหม่าม้าเลยต้องเสียตังค์เลย แล้วก็ชอบบ่นชอบเตือนลูกว่าให้ระวังชนรถเป็นรอย เขาก็คงจะเบื่อเรามั๊ง พวกผู้ใหญ่เรื่องมากคิดมาก ปวดหัว ก็เลยสั่งสอนซะหน่อย (ขนาดเด็กยังคิดได้ ไมเราโง่งี้เนี่ย)</p>
<p>จริงอยู่ที่ทุกวันบางทีเราก็ยึดติดกับวัตถุมากจนเกินไป จนลืมไปว่าปล่อยวางเป็นยังไง วันนี้รู้สึกขอบคุณคุณลูกแซ็กกี้มาก ๆที่ให้คำแนะนำที่ดีกับเราอย่างนี้ จริง ๆแล้วยังมีอีกหลายเรื่องเลยที่แซ็กกี้สอนเรา ไม่ได้สอนแบบไม่รู้ตัวนะ เรียกได้ว่าสั่งสอนเลยล่ะ ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง</p>
<p><a href="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/50-02_ball-14.jpg" rel="lightbox[101]"></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/justacarmom.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Self-rated maturity: “I am a grown-up now mom!”</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/self-rated-maturity.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/self-rated-maturity.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jul 2008 17:42:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ณัฐ ณัฐณพงศ์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[มาตาดนตรี]]></category>

		<category><![CDATA[อาบน้ำเด็ก]]></category>

		<category><![CDATA[แม่เลี้ยงเดี่ยว ซิงเกิ้ลมัม การเลี้ยงเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/?p=93</guid>
		<description><![CDATA[วัน ก่อนฉันบอกเจ้าตัวแสบให้ไปอาบน้ำได้แล้ว ตอนนั้นเขากำลังดูการ์ตูนติดพันอยู่ เรียกให้ไปอาบเท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป จนเราต้องใช้การบังคับว่าให้ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ แค่นั้นแหล่ะ เจ้าตัวดีตะโกนใส่ฉันว่าเขาโตแล้ว หม่าม้าไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตเขา โห&#8230; ลูก หกขวบเนี่ยนะโตแล้ว ยังงั้นแม่นี่ก็เฒ่าชะแลแก่ชราหง่อมหย่อนยานอ่ะดิ แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งพูดหรือคิดว่าลูกฉันก้าวร้าวนะ ถ้าจะกล่าวหากันอย่างนั้น ฉันว่าเราคงต้องวิเคราะห์สถานการณ์กันก่อน คือถ้าเรามองจากมุมของเด็ก คำว่าชีวิตของเขาในที่นี้ก็คงหมายถึงเรื่องการอาบน้ำนั่นแหล่ะ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยหากเอาไปเทียบกับคำว่าชีวิตของผู้ใหญ่ที่อาจ จะหมายถึงการทำงาน การโน่น การนี่ การนั่น อะไรก็แล้วแต่ทั้งที่คิดว่าสำคัญและไม่สำคัญ ซึ่งฉันว่าสเกลมันต่างกัน มุมที่มองมันก็ต่างกัน สำหรับเด็กแล้วการอาบน้ำน่าจะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของเขาทีเดียว เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ยอมที่จะให้ใครมาบอกว่าลูกฉันก้าวร้าวหากเขาบอกกับฉัน ว่าอย่าไปยุ่งกับชีวิต(การอาบน้ำ)ของเขา วันนั้นฉันก็ได้แต่ยิ้มตอบกลับไปว่า โอเค งั้นหม่าม้าให้หนูตัดสินใจเอาเองว่าจะเอายังไงกับชีวิต(การอาบน้ำ)ของหนูต่อ ไป หนูจะอาบเลยหรือหนูจะอาบในอีกสิบนาทีข้างหน้า หรือหนูจะอาบเมื่อดูการ์ตูนจบ หนูเลือกเอาเอง และต้องตัดสินใจตอนนี้ เดี๋ยวนี้ และก็ทำตามนั้นด้วย โอเคมั๊ยครับ เพียงเท่านี้ เจ้าแสบก็ค่อยสงบลง และบอกว่าจะไปอาบเองเมื่อเขาดูการ์ตูนจบ และเขาก็ทำตามนั้นจริงๆ
หลัง จากที่แซ็กกี้อาบน้ำเสร็จ ฉันก็ค่อยๆสอนเขาว่า แม่เข้าใจว่าลูกอยากตัดสินใจเองเรื่องการอาบน้ำว่าจะอาบตอนไหน เพราะลูกคิดว่าลูกทำได้ แต่การที่ลูกตะโกนใส่แม่อย่างนั้นมันไม่น่ารักเลย คราวหลังไม่ทำนะครับ เจ้าแสบยิ้มน่ารักให้ฉันและพยักหน้ารับแต่โดยดี เห็นมั๊ย ลูกฉันไม่ได้เป็นเด็กก้าวร้าวซักหน่อย แต่เด็กก็โมโหเป็นนะ ผู้ใหญ่ก็หัดเข้าใจบ้างสิว่าเวลาถูกขัดจังหวะในสิ่งที่เขากำลังตั้งใจอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วัน ก่อนฉันบอกเจ้าตัวแสบให้ไปอาบน้ำได้แล้ว ตอนนั้นเขากำลังดูการ์ตูนติดพันอยู่ เรียกให้ไปอาบเท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป จนเราต้องใช้การบังคับว่าให้ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ แค่นั้นแหล่ะ เจ้าตัวดีตะโกนใส่ฉันว่าเขาโตแล้ว หม่าม้าไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตเขา โห&#8230; ลูก หกขวบเนี่ยนะโตแล้ว ยังงั้นแม่นี่ก็เฒ่าชะแลแก่ชราหง่อมหย่อนยานอ่ะดิ แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งพูดหรือคิดว่าลูกฉันก้าวร้าวนะ ถ้าจะกล่าวหากันอย่างนั้น ฉันว่าเราคงต้องวิเคราะห์สถานการณ์กันก่อน คือถ้าเรามองจากมุมของเด็ก คำว่าชีวิตของเขาในที่นี้ก็คงหมายถึงเรื่องการอาบน้ำนั่นแหล่ะ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยหากเอาไปเทียบกับคำว่าชีวิตของผู้ใหญ่ที่อาจ จะหมายถึงการทำงาน การโน่น การนี่ การนั่น อะไรก็แล้วแต่ทั้งที่คิดว่าสำคัญและไม่สำคัญ ซึ่งฉันว่าสเกลมันต่างกัน มุมที่มองมันก็ต่างกัน สำหรับเด็กแล้วการอาบน้ำน่าจะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของเขาทีเดียว เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ยอมที่จะให้ใครมาบอกว่าลูกฉันก้าวร้าวหากเขาบอกกับฉัน ว่าอย่าไปยุ่งกับชีวิต(การอาบน้ำ)ของเขา วันนั้นฉันก็ได้แต่ยิ้มตอบกลับไปว่า โอเค งั้นหม่าม้าให้หนูตัดสินใจเอาเองว่าจะเอายังไงกับชีวิต(การอาบน้ำ)ของหนูต่อ ไป หนูจะอาบเลยหรือหนูจะอาบในอีกสิบนาทีข้างหน้า หรือหนูจะอาบเมื่อดูการ์ตูนจบ หนูเลือกเอาเอง และต้องตัดสินใจตอนนี้ เดี๋ยวนี้ และก็ทำตามนั้นด้วย โอเคมั๊ยครับ เพียงเท่านี้ เจ้าแสบก็ค่อยสงบลง และบอกว่าจะไปอาบเองเมื่อเขาดูการ์ตูนจบ และเขาก็ทำตามนั้นจริงๆ</p>
<p>หลัง จากที่แซ็กกี้อาบน้ำเสร็จ ฉันก็ค่อยๆสอนเขาว่า แม่เข้าใจว่าลูกอยากตัดสินใจเองเรื่องการอาบน้ำว่าจะอาบตอนไหน เพราะลูกคิดว่าลูกทำได้ แต่การที่ลูกตะโกนใส่แม่อย่างนั้นมันไม่น่ารักเลย คราวหลังไม่ทำนะครับ เจ้าแสบยิ้มน่ารักให้ฉันและพยักหน้ารับแต่โดยดี เห็นมั๊ย ลูกฉันไม่ได้เป็นเด็กก้าวร้าวซักหน่อย แต่เด็กก็โมโหเป็นนะ ผู้ใหญ่ก็หัดเข้าใจบ้างสิว่าเวลาถูกขัดจังหวะในสิ่งที่เขากำลังตั้งใจอยู่ น่ะ มันก็ทำให้อารมณ์เสียได้เหมือนกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 130%;">
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 130%;"><a href="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/50-02_ball-01-1.jpg" rel="lightbox[93]"><img class="alignnone size-medium wp-image-94" title="50-02_ball-01-1" src="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/50-02_ball-01-1-247x300.jpg" alt="" width="125" height="156" /></a></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 130%;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/self-rated-maturity.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไฟหน้ารถมีไว้ทำไม?</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/carlightswitch.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/carlightswitch.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2008 17:19:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โน้ต ชีวีวัฒน์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สามัญไซเบอร์]]></category>

		<category><![CDATA[ไฟหน้ารถ]]></category>

		<category><![CDATA[ไฟหรี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/2008/07/87/</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ผมขับรถกลับบ้านเวลาใกล้ๆจะมืดแล้ว สังเกตุว่าส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่มืดสนิทคนทั่วไปมักจะไม่ค่อยเปิดไฟหน้ารถกัน หรืออย่างดีก็เปิดไฟหรี่ (side lights) ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณห้าโมงครึ่ง ฝนตกแรงกว่าปรอยๆนิดหน่อยแบบต้องเปิดที่ปัดน้ำฝน ผมก็ยังเห็นว่าคนอื่นเขาไม่ยอมเปิดไฟอยู่นั่นเอง
ตามความเข้าใจของผมเอง ไฟหน้ารถมีไว้เพื่อส่องให้เห็นทางข้่างหน้า และเพื่อให้รถคันข้างหน้าเห็นรถเรา ในขณะที่ทัศนวิสัยแย่แบบตอนโพล้เพล้ (และฝนตก) ก็ควรจะเปิดไฟเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว โดยเฉพาะจุดที่เพื่อให้รถคันอื่นเห็น ว่ารถเราอยู่ข้างหลัง
ไฟหรี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ&#8230; ผมดูกระจกหลังก็ไม่ค่อยเห็นรถที่เปิดไฟหรี่ ดูกระจกข้างก็ไม่ค่อยเห็น เปิดไปทำไม? ทำไมไม่เปิดไฟหน้าเต็มไปเลย หรี่เพื่ออะไร?
จะว่ากลัวเปลืองไฟก็ใช่เรื่อง เพราะรถไม่ได้ดูดไฟเหมือนดูดน้ำมัน หรือกลัวไปแยงตาคันหน้า ก็ต้องถามว่ากลัวตายน้อยกว่ากลัวแยงตาหรือไง? จริงๆเข้าใจว่าไฟหน้ารถสมัยโบราณมันไม่โฟกัสขนาดนี้ เปิดไฟแต่ละครั้งจะกระจายกว้างและสูง อันนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเป็นนิสัยกันจนมาถึงตอนนี้ แบบพ่อสอนลูก ลุงสอนหลาน ทำตามๆกันมาไม่คิดจะเปลี่ยน
ถ้าไม่มีเหตุผลโต้แย้งที่ดีกว่านี้ ผมว่าผมก็จะเลิกใช้ไฟหรี่ ใช้แต่ไฟหน้าต่ำ และเปิดมันตั้งแต่เริ่มจะมืดต่อไปเพื่อความปลอดภัยของผมเอง และของคนใช้ถนนคนอื่นๆด้วย

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="clear: both"><a href="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/2005-winter-road-full-beam-and-extra-lights11.jpg" rel="lightbox[87]"><img class="linked-to-original" style="  display: inline; float: right; margin: 0 0 10px 10px;" src="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/2005-winter-road-full-beam-and-extra-lights1.jpg" alt="" width="222" height="147" align="right" /></a>วันนี้ผมขับรถกลับบ้านเวลาใกล้ๆจะมืดแล้ว สังเกตุว่าส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่มืดสนิทคนทั่วไปมักจะไม่ค่อยเปิดไฟหน้ารถกัน หรืออย่างดีก็เปิดไฟหรี่ (side lights) ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณห้าโมงครึ่ง ฝนตกแรงกว่าปรอยๆนิดหน่อยแบบต้องเปิดที่ปัดน้ำฝน ผมก็ยังเห็นว่าคนอื่นเขาไม่ยอมเปิดไฟอยู่นั่นเอง</p>
<p style="clear: both">ตามความเข้าใจของผมเอง ไฟหน้ารถมีไว้เพื่อส่องให้เห็นทางข้่างหน้า และเพื่อให้รถคันข้างหน้าเห็นรถเรา ในขณะที่ทัศนวิสัยแย่แบบตอนโพล้เพล้ (และฝนตก) ก็ควรจะเปิดไฟเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว โดยเฉพาะจุดที่เพื่อให้รถคันอื่นเห็น ว่ารถเราอยู่ข้างหลัง</p>
<p style="clear: both">ไฟหรี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ&#8230; ผมดูกระจกหลังก็ไม่ค่อยเห็นรถที่เปิดไฟหรี่ ดูกระจกข้างก็ไม่ค่อยเห็น เปิดไปทำไม? ทำไมไม่เปิดไฟหน้าเต็มไปเลย หรี่เพื่ออะไร?</p>
<p style="clear: both">จะว่ากลัวเปลืองไฟก็ใช่เรื่อง เพราะรถไม่ได้ดูดไฟเหมือนดูดน้ำมัน หรือกลัวไปแยงตาคันหน้า ก็ต้องถามว่ากลัวตายน้อยกว่ากลัวแยงตาหรือไง? จริงๆเข้าใจว่าไฟหน้ารถสมัยโบราณมันไม่โฟกัสขนาดนี้ เปิดไฟแต่ละครั้งจะกระจายกว้างและสูง อันนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเป็นนิสัยกันจนมาถึงตอนนี้ แบบพ่อสอนลูก ลุงสอนหลาน ทำตามๆกันมาไม่คิดจะเปลี่ยน</p>
<p style="clear: both">ถ้าไม่มีเหตุผลโต้แย้งที่ดีกว่านี้ ผมว่าผมก็จะเลิกใช้ไฟหรี่ ใช้แต่ไฟหน้าต่ำ และเปิดมันตั้งแต่เริ่มจะมืดต่อไปเพื่อความปลอดภัยของผมเอง และของคนใช้ถนนคนอื่นๆด้วย</p>
<p><br class="final-break" style="clear: both" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/carlightswitch.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตที่ไร้ความหมายของเด็กชายเจ็ดขวบ</title>
		<link>http://www.thecommoners.org/iam7yrold-and-iamnothing.html</link>
		<comments>http://www.thecommoners.org/iam7yrold-and-iamnothing.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jul 2008 05:28:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ณัฐ ณัฐณพงศ์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[มาตาดนตรี]]></category>

		<category><![CDATA[แม่เลี้ยงเดี่ยว ซิงเกิ้ลมัม การเลี้ยงเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thecommoners.org/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เอง ลูกชายวัยเจ็ดขวบของเราร้องไห้คร่ำครวญไม่ยอมเข้านอน พร่ำเพ้อว่าชีวิตของเขาไม่มีความหมายอีกแล้ว บอกว่าเขาเป็นแค่เพียงเด็กตัวเล็ก ๆคนหนึ่ง ที่ชีวิตไม่มีความหมายอีกแล้ว วันพรุ่งนี้เขาต้องไปโรงเรียน เรียนเรื่องเดิม ๆซ้ำซาก เรื่องที่เขาเคยเรียนแล้วตอนปอหนึ่ง เรื่องบวกลบคูณหาร ที่เขาเคยเรียนแล้ว เรื่องตวงเรื่องวัดที่เขาก็เคยเรียนแล้ว ชีวิตของหนูไม่มีความหมายอีกแล้ว หนูก็เป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆคนหนึ่ง
เออหนอ&#8230; นี่ขนาดเด็กยังรำพึงรำพันคิดถึงเรื่องชีวิตได้ขนาดนี้เชียวหรือ เรื่องนี้มันทำให้เราได้คิดนะ บางทีคนที่คิดถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่กลับเป็นเด็กๆซะอีกที่คิดมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเรา ในสมองบริสุทธิ์ใสซื่อของพวกเขาเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ และการเรียนรู้ของเขามันก็ช่างมีขีดจำกัดเหลือเกินในแง่ของความเป็นจริง (ถ้าเป็นในจินตนาการล่ะก็พวกเขาไปไกลออกนอกจักรวาล) ผู้ใหญ่จะหยิบยื่นโอกาสการเรียนรู้ให้กับพวกเขาได้มากขนาดไหน เรายอมที่จะสละเวลาให้พวกเขาแค่ไหน ต่อไปนี้เราคงต้องคิดใหม่ทำใหม่เรื่องการเลี้ยงลูกแล้วล่ะ
มีอยู่ครั้งนึง แซ็กกี้บอกว่า &#8220;ม่ะม้า แค่ของเล่นอย่างเดียวไม่พอ ม่ะม้าต้องเล่นกับหนูด้วย&#8221; เราถึงกับอึ้ง (มารู้ทีหลังว่าประโยคนี้เขาเอามาจากโฆษณาอาหารแมว) และตั้งแต่นั้นมาจะพยายามเล่นกับเขาให้มากที่สุด ทำงานให้เขาเห็นน้อยที่สุด และต่อไปนี้ก็จะพยายามพาเขาไปท่องโลกให้มากขึ้น
เพื่อนคนนึงเคยบอกว่า วัยอย่างพวกเรานั้น  ถ้าพอจะมีทุนรอน ก็น่าจะถึงเวลาท่องโลกได้แล้ว เกิดมาชีวิตหนึ่ง ควรจะมีอะไรท้าทายมากกว่าแค่การทำงานประจำ การออกไปเสี่ยงภัย (สำหรับพวกที่โสด และไม่มีภาระ เช่น ลูก) เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง จริง ๆแล้วถึงมีลูกก็ท่องโลกได้นะ เราไม่ถือว่าการมีลูกนั้นเป็นภาระ แต่เขาคือสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ และความรับผิดชอบนั้นควรจะทำให้ดีที่สุดจนกว่าเขาจะสามารถรับผิดชอบตัวเองได้
หลังจากค่ำคืนนั้น วันที่ได้เห็นภาพเด็กชายตัวเล็กๆนั่งคร่ำครวญถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าสำหรับเราแล้ว ความหมายของการมีชีวิตอยู่&#8230; มันคืออะไรกันนะ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/47_013.jpg" rel="lightbox[83]"><img class="alignnone size-medium wp-image-90" title="47_013" src="http://www.thecommoners.org/wp-content/uploads/47_013-300x185.jpg" alt="" width="300" height="185" /></a></p>
<p>เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เอง ลูกชายวัยเจ็ดขวบของเราร้องไห้คร่ำครวญไม่ยอมเข้านอน พร่ำเพ้อว่าชีวิตของเขาไม่มีความหมายอีกแล้ว บอกว่าเขาเป็นแค่เพียงเด็กตัวเล็ก ๆคนหนึ่ง ที่ชีวิตไม่มีความหมายอีกแล้ว วันพรุ่งนี้เขาต้องไปโรงเรียน เรียนเรื่องเดิม ๆซ้ำซาก เรื่องที่เขาเคยเรียนแล้วตอนปอหนึ่ง เรื่องบวกลบคูณหาร ที่เขาเคยเรียนแล้ว เรื่องตวงเรื่องวัดที่เขาก็เคยเรียนแล้ว ชีวิตของหนูไม่มีความหมายอีกแล้ว หนูก็เป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆคนหนึ่ง</p>
<p>เออหนอ&#8230; นี่ขนาดเด็กยังรำพึงรำพันคิดถึงเรื่องชีวิตได้ขนาดนี้เชียวหรือ เรื่องนี้มันทำให้เราได้คิดนะ บางทีคนที่คิดถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่กลับเป็นเด็กๆซะอีกที่คิดมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเรา ในสมองบริสุทธิ์ใสซื่อของพวกเขาเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ และการเรียนรู้ของเขามันก็ช่างมีขีดจำกัดเหลือเกินในแง่ของความเป็นจริง (ถ้าเป็นในจินตนาการล่ะก็พวกเขาไปไกลออกนอกจักรวาล) ผู้ใหญ่จะหยิบยื่นโอกาสการเรียนรู้ให้กับพวกเขาได้มากขนาดไหน เรายอมที่จะสละเวลาให้พวกเขาแค่ไหน ต่อไปนี้เราคงต้องคิดใหม่ทำใหม่เรื่องการเลี้ยงลูกแล้วล่ะ</p>
<p>มีอยู่ครั้งนึง แซ็กกี้บอกว่า &#8220;ม่ะม้า แค่ของเล่นอย่างเดียวไม่พอ ม่ะม้าต้องเล่นกับหนูด้วย&#8221; เราถึงกับอึ้ง (มารู้ทีหลังว่าประโยคนี้เขาเอามาจากโฆษณาอาหารแมว) และตั้งแต่นั้นมาจะพยายามเล่นกับเขาให้มากที่สุด ทำงานให้เขาเห็นน้อยที่สุด และต่อไปนี้ก็จะพยายามพาเขาไปท่องโลกให้มากขึ้น</p>
<p>เพื่อนคนนึงเคยบอกว่า วัยอย่างพวกเรานั้น  ถ้าพอจะมีทุนรอน ก็น่าจะถึงเวลาท่องโลกได้แล้ว เกิดมาชีวิตหนึ่ง ควรจะมีอะไรท้าทายมากกว่าแค่การทำงานประจำ การออกไปเสี่ยงภัย (สำหรับพวกที่โสด และไม่มีภาระ เช่น ลูก) เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง จริง ๆแล้วถึงมีลูกก็ท่องโลกได้นะ เราไม่ถือว่าการมีลูกนั้นเป็นภาระ แต่เขาคือสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ และความรับผิดชอบนั้นควรจะทำให้ดีที่สุดจนกว่าเขาจะสามารถรับผิดชอบตัวเองได้</p>
<p>หลังจากค่ำคืนนั้น วันที่ได้เห็นภาพเด็กชายตัวเล็กๆนั่งคร่ำครวญถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าสำหรับเราแล้ว ความหมายของการมีชีวิตอยู่&#8230; มันคืออะไรกันนะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thecommoners.org/iam7yrold-and-iamnothing.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
