เพิ่งอ่านข่าววงนูโวย้ายจากแกรมมี่ไปอยู่กับโซนี่บีเอ็มจีแล้วอึ้งไปเล็กน้อย ข่าวเขาว่า …(ย้ายค่าย) เพราะ(โซนี่)เข้าใจศิลปิน อีกทั้งการทำงานยังเป็นระบบอินเตอร์ ก่อนแจงไม่มีปัญหากับ แกรมมี่ ต้นสังกัดเก่า หากนำเพลงในอัลบั้มเดิมมาร้อง เพราะจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์แล้ว

ที่ผมอึ้งไปเล็กน้อยเนี่ย ไม่ใช่เพราะวงนี้ย้ายค่าย แต่เนื้อข่าวพูดถึงอายุของวงนูโว …20 ปี แล้ว!?!? จำได้ว่าตอนยังเยาว์ (ประมาณ ม.2) ผมซื้อเทปชุดแรกของนูโวที่แผงขายเทปที่ตลาดนัดต่างจังหวัด​(ชลบุรี) ไปกับพี่ชายและพี่เลี้ยง นึกแล้วไปหาซีดีนูโวมาฟังดีกว่า …แก้คิดถึง

แม้จะไม่ใช่นักฟังเพลงตัวยง แต่เราคิดว่าในยุคที่เราอายุประมาณ 24-25 (กลางยุค 90) นั้นมีแต่วงดนตรีคุณภาพที่เราฟังแล้วฟังอีกอย่างไม่คิดจะเปลี่ยนใจมาฟังวงไหนในปัจจุบัน เราขอตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า ช่วงวัยของคนช่วงกลาง 20s มันเหมือนกับช่วงที่เรากำหนดรสนิยมของตัวเองไว้แบบถาวร วัยที่เพิ่งเรียนจบเริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง จริงอยู่ว่าบางคนอาจจะบอกว่าเรื่องรสนิยมมันเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก จากคนรอบข้าง จากอะไรหลายๆอย่าง แต่พอมาในช่วงนั้นแล้วมันเหมือนกับเจอของถูกใจ ของที่ใช่

ไม่รู้นะ แต่เราถูกใจงานเพลงในยุคนั้นมาก ทุกวันนี้ก็ยังฟังอยู่ เคยคิดอยู่ว่าตัวเองชอบฟังแจ๊ส อืม… แจ๊สก็ดี สุดยอด แต่สุดท้ายก็กลับมาที่งานเพลงในยุคนั้นอีกจนได้ คือฟังแล้วมันโดน มันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเราในยุคนั้น มันเหมือนกับถ้ามีอะไรมาโดนเราอย่างจังในช่วงอายุกลาง 20 ล่ะก็ อันนั้นมันคืออันที่ใช่ เหมือนคนในยุค 60 ก็ต้อง The Beatles, Elvis ฯลฯ ส่วนยุคเราก็ต้อง Nirvana, Soundsgarden, Pearl Jam, The Verve, The Cransberries, Garbage, Beck, Oasis, Suede, Sugar ray, Sonic Youth, Vanilla Ice กับ MC Hammer (จำได้เพลงเดียว Ice Ice baby กับ You can’t touch this) เราว่ามันสนุกกว่า rap สมัยนี้) หรือแม้แต่ Spice Girls แล้วก็ boy bands ที่ขอคอนเฟิร์มว่าไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงส่วนน้อยเท่าที่จำได้ และส่วนมากมักจะดังอัลบั้มนึงแล้วก็หายไป แต่เป็นอัลบัมที่ฟังเมื่อไหร่ก็โดน ที่สำคัญนักร้องนักดนตรียุคนั้นทำให้พวกกรุ๊ปปี้ที่ไล่ตามกรี๊ดนักร้องดูเป็นกรุ๊ปปี้มีระดับมีสมองเพราะนักร้องเท่แถมมีคุณภาพ ไม่อยากจะบอกว่าไม่เหมือนสมัยนี้แต่ก็ขอบอกว่าไม่เหมือนสมัยนี้

แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวกำหนดคำว่า “ยุคเรา” นั่นดิ เราใช้อะไรเป็นตัวกำหนด ถ้าถามเราตอนนี้ เราขอบอกว่า เราใช้ดนตรีเป็นตัวกำหนดยุคของเรา เพราะมันเป็นอะไรที่ชอบแบบฝังใจ ไม่เหมือนกับแฟชั่นการแต่งตัวหรืออะไรอื่น ๆ แล้วคุณคิดยังไง เฮ้อ คิดแล้วก็อยากกลับไปยุคนั้นอีกจัง อะไรก็ดีไปหมด

YouTube Preview Image YouTube Preview Image YouTube Preview Image YouTube Preview Image YouTube Preview Image

http://www.youtube.com/watch?v=pcr3sCkV5U4[/youtube]

YouTube Preview Image

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าการจ้องจับผิดกันทางคำพูดจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ใครพูดอะไรผิดคำเดียว อาจจะต้องโดนหยิบยกมาโจมตีกันไปอีกนาน ตราบเท่าที่คนโจมตียังจำได้อยู่

จะมีสักกี่คนที่สามารถพูดได้อย่างที่ตัวเองคิด ยังไม่ต้องเลยไปถึงว่าจะสามารถทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่าด้วยซ้ำ แค่การพูดและเขียนสื่อสารสิ่งที่ตัวเองคิด แล้วทำให้คนเรากำลังคุยด้วยเข้าใจในสิ่งที่เราพูดก็ยากแล้ว เพราะองค์ประกอบที่จะทำให้เกิดความเข้าใจนั้นมีมาก ตั้งแต่ประสบการณ์ร่วมของทั้งสองฝ่าย จนถึงอัตตาของทั้งสองฝ่ายด้วย

โบราณว่าการอบรมสั่งสอนลูกนั้น พูดด้วยปากได้ผลไม่เท่าทำให้เห็น จะอบรมให้ตายว่าสิ่งไหนดีส่ิงไหนไม่ดี แต่ตัวพ่อแม่ไม่ได้ทำอย่างที่พูดก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ถึงลูกจะเชื่อคำพูดของพ่อแม่ในระยะแรก หรือในช่วงอายุที่คิดอะไรเองยังไม่เป็น แต่พอโตขึ้นสิ่งที่ลูกจะจำและปฏิบัติตามกลับเป็นสิ่งที่เห็นพ่อแม่ทำเป็นภาพติดอยู่ในสมอง ตอกย้ำด้วยคำสั่งสอนถ้าสอดคล้องกับการกระทำ

คนเราเปลี่ยนกันไม่ได้ครับ ผมเชื่ออย่างนั้น ความเป็นตัวตนของแต่ละคนจะคงอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนสภาพแวดล้อม มีการเรียนรู้เพิ่มเติม หรือมีเหตุการณ์กล่อมเกลาประสบการณ์มากขนาดไหน ก็จะทำให้คนๆนั้นเปลี่ยนไปได้เฉพาะแต่ภายนอกเท่านั้น เช่นรูปร่าง หน้าตา การแต่งตัว นิสัยเปลือกนอกและแนวคิดที่เพียงแค่ “เติบโต” ขึ้นตามวัยและตามสถานการณ์บังคับ

One study at UCLA indicated that up to 93 percent of communication effectiveness is determined by nonverbal cues. Another study indicated that the impact of a performance was determined 7 percent by the words used, 38 percent by voice quality, and 55 percent by the nonverbal communication. จาก (listen with your eyes..About.com)

จาก quote ข้างต้น จะยิ่งเห็นได้ชัดว่า คำพูดของคนเรานั้นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบอันน้อยนิด ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง(หรือผู้อ่าน) คนส่วนใหญ่ไม่ฟังเนื้อหาในส่ิงที่เราพูดด้วยซ้ำ แต่เขาจะแค่ฟังน้ำเสียง ดูสีหน้าท่าทางของเราแล้วก็ตัดสินไปตามที่เห็นและรู้สึก

ยกตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมซักหน่อย ก็ลองนึกถึงนายกสมัคร สุนทรเวชดูได้ คนกลุ่มหนึ่งจะไม่สามารถมองข้ามความเป็น “จมูกหมู ปากหมา ผมจะบอกให้…แล้วจะเอากันยังไงครับ” ของนายสมัครได้ เนื้อหาสาระอื่นๆที่พูดจะไม่เข้าหูเลย เพียงเพราะข้อด้อย(หรือจุดเด่น)ดังกล่าวมันดังกว่าเนื้อหานั่นเอง (ตัวคนพูดเองก็ใช้จุดเด่นจุดนี้เป็นเครื่องมือหากินของตัวเองมาตลอดเช่นกัน)

ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับชอบเสน่ห์ของนายกสมัครด้านนี้ ซึ่งเสริมกับเนื้อหาตรงไปตรงมาในคำพูด ก็ยิ่งทำให้เกิดความร้อนแรงขึ้นไปใหญ่

ถ้าคนเราพกสมุดแสดงประวัติชีวิต คุณสมบัติและผลงาน คำแปลความหมายในกิระยาท่าทาง และบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นติดตัวไปเพื่อให้คนที่เราจะคุยด้วยดูก่อนคุยได้ล่ะก็ ผมว่าการสื่อสารระหว่างบุคคลจะง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว (ไม่นับความเสียเวลาตอนอ่านประวัติ และความสนุกจากการสื่อสารแบบเดาเอาเอง) โดยเฉพาะความเข้าใจในกันและกันระหว่างสองฝ่าย

แต่ถ้าในโลกความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น สิ่งที่เราสามารถทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันก็คือ พยายามมองและฟังให้กว้างกว่าเพียงช่วงเวลาเพียงห้านาที สิบนาที่กำลังคุยกันอยู่ หรืออย่างน้อยก็ต้องบอกตัวเองว่า เวลาห้านาทีหรือสิบนาทีที่คุยกันนั้น ไม่สามารถช่วยให้เราตัดสินอะไรกันและกันได้เลย